|
หน่วยการเรียนรู้ที่
2
คุณธรรม
จริยธรรมและจรรยาบรรณวิชาชีพทางการศึกษา
แนวคิด
ในการบริหารจัดการสถานศึกษาหรือองค์การทางการศึกษานั้น
ปัจจัยที่สำคัญอีกปัจจัยหนึ่งที่ถือเป็นหลักใหญ่คือ
การมีผู้บริหารสถานศึกษาหรือผู้บริหารการศึกษาที่มีคุณธรรมและจริยธรรม
พฤติกรรมด้านจริยธรรมในการบริหารจัดการ
คือ
พฤติกรรมที่ไม่ใช่เพียงแต่ถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้นแต่ยังต้องเป็นพฤติกรรมที่ถูกต้องภายในกรอบของคุณธรรมและจริยธรรมที่บุคคลในสังคมโดยทั่วไปยอมรับได้
นอกจากนี้คุณธรรมและจริยธรรมนั้นเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่จะสร้างศรัทธาซึ่งเป็นแรงจูงใจให้เกิดความสามัคคีร่วมมือกันปฏิบัติงานเพื่อมุ่งไปสู่เป้าหมายเดียวกันได้
ทำให้ผู้ร่วมงานทุกคนในองค์การเกิดความเชื่อถือและเชื่อมั่นในตัวผู้นำ
วัตถุประสงค์
เพื่อให้ผู้เรียนสามารถ
·
อธิบายและวิเคราะห์ความหมายของคำว่า
คุณธรรมและจริยธรรมของนักการศึกษา
ผู้นำทางการศึกษาและจรรยาบรรณวิชาชีพนักบริหารการศึกษาได้อย่างถูกต้อง
·
บอกคุณลักษณะของนักบริหารการศึกษามืออาชีพในด้านคุณธรรมและจริยธรรมได้
·
สามารถวิเคราะห์และตัดสินพฤติกรรมตามหลักคุณธรรมและจริยธรรมได้
·
สามารถนำแนวปฏิบัติด้านคุณธรรมและจริยธรรมไปประยุกต์ใช้เพื่อการปฏิบัติงานในอาชีพได้อย่างมีประสิทธิภาพได้
·
บอกจรรยาบรรณของนักการศึกษา
ผู้นำทางการศึกษาและนักบริหารและแนวทางในการปฏิบัติตนตนตามมาตรฐานที่คุรุสภากำหนดได้
·
อธิบายแนวทางและวิธีการส่งเสริมและพัฒนาคุณธรรมและจริยธรรมได้
ตอนการเรียนรู้
ตอนการเรียนรู้ที่
1
ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับคุณธรรมและจริยธรรม
ตอนการเรียนรู้ที่
2
กฎและทฤษฎีทางจริยธรรม
ตอนการเรียนรู้ที่
3
หลักการพิจารณาพฤติกรรมทางคุณธรรมและจริยธรรม
ตอนการเรียนรู้ที่
4
จรรยาบรรณวิชาชีพทางการศึกษาและมาตรฐานการปฏิบัติตน
ตอนการเรียนรู้ที่
5
การพัฒนาและการปลูกฝังคุณธรรมและจริยธรรม
แนวการจัดการเรียนรู้
-
ผู้สอนมอบหมายให้ผู้เรียนศึกษาตอนการเรียนรู้ทุกตอน
พร้อมทำใบงานมาล่วงหน้า
และใช้เวลาในการบรรยายสรุป
5
ครั้ง
และให้คำปรึกษา
3
ชั่วโมง
-
จัดประชุมปฏิบัติการเพื่อศึกษาแนวทางในการประเมินพฤติกรรมด้านคุณธรรมและจริยธรรมของนักการศึกษาและนักบริหารการศึกษามืออาชีพ
-
ศึกษาค้นคว้าเพื่อนำเสนอรูปแบบการพัฒนาคุณธรรมและจริยธรรมสำหรับผู้นำทางการศึกษาและนักบริหารการศึกษา
ตอนการเรียนรู้ที่
1
ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับคุณธรรมและจริยธรรม
คุณธรรมและจริยธรรมเป็นเสมือนบทบัญญัติของความดีและความงามของจิตใจที่ส่งผลให้บุคคลประพฤติดีประพฤติชอบ
คุณธรรมและจริยธรรมจึงเป็นองค์ประกอบที่มีความสำคัญต่อการประกอบการในวิชาชีพของบุคคลในทุกสาขาอาชีพ
การทำความเข้าใจกับความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับคุณธรรมและจริยธรรมจะทำให้ผู้ประกอบวิชาชีพมีความตระหนักถึงคุณประโยชน์และโทษที่เป็นผลสืบเนื่องจากการมีคุณธรรมจริยธรรมและการขาดคุณธรรมและจริยธรรม
นักจริยศาสตร์และสังคมศาสตร์ได้ให้ความหมายของคุณธรรมและจริยธรรมทั้งที่เป็นพื้นฐานของความคิดและความหมายที่เกี่ยวข้องและเชื่อมโยงกับพฤติกรรมในด้านอื่น
ๆ
ด้วย
ดังที่
อาริสโตเติล
(Aristotle)ได้กล่าวถึงความหมายของธรรมชาติและคุณธรรมจริยธรรมว่าเป็นคุณลักษณะที่ทำให้ปัจเจกชนทั้งหลายอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างมีความสุข
(
จำเริญรัตน์
เจือจันทร์,
2548)
ความสุขจึงมีความเชื่อมโยงกับคุณธรรมและจริยธรรมด้วยเช่นกัน
จากผลการศึกษาและงานวิจัยคุณธรรมและจริยธรรมในหลายสถานการณ์ที่แตกต่างกันจะทำให้เกิดความเข้าใจพฤติกรรมด้านคุณธรรมและจริยธรรมของผู้ประกอบวิชาชีพนั้น
ๆ
ได้
1.
1
ความหมายของคุณธรรมและจริยธรรม
คุณธรรม
ประกอบด้วยคำสองคำ
คือ
คำว่า
คุณ
แปลว่า
ประโยชน์
และคำว่า
ธรรม
ในทำนองเดียวกันกับคำว่า
จริยธรรม
ก็ประกอบด้วยคำว่า
จริย
แปลว่า
ความประพฤติที่พึงประสงค์
ทั้งคุณธรรมและจริยธรรม
มีคำว่า
ธรรม
เป็นคำร่วม
ซึ่ง
พระเทวินทร์
เทวินโท
(2544)
อธิบายความหมายของคำว่าธรรม
ว่า
หมายถึง
ความจริง
ความประพฤติดี
ความถูกต้อง
คุณความดี
ความชอบ
คำสั่งสอน
ดังนั้นเพื่อความเข้าใจในความหมายของทั้งสองคำนี้จึงควรพิจารณาคำนิยามตามแนวทัศนะของจริยศาสตร์และสังคมศาสตร์ควบคู่กันไปด้วย
คำว่า
คุณธรรม
(Moral)
และจริยธรรม
(Ethics)
ในทัศนะของจริยศาสตร์และสังคมศาสตร์มีความหมายดังต่อไปนี้
คุณธรรม
หมายถึง
หลักจริยธรรมที่สร้างความรู้สึกผิดชอบชั่วดี
มีคุณงามความดีภายในจิตใจอยู่ในขั้นสมบูรณ์จนเต็มเปี่ยมไปด้วยความสุขความยินดี
(ประภาศรี
สีหอำไพ,
2543)
คุณธรรม
หมายถึง
สิ่งที่บุคคลยอมรับว่าเป็นสิ่งที่ดีงามมีประโยชน์มากมายและมีโทษน้อย
(ดวงเดือน
พันธุมนาวิน,
2538)
จริยธรรม
หมายถึง
ความประพฤติปฏิบัติที่มีธรรมะเป็นตัวกำกับ
จริยธรรมก็คือ
ธรรมที่เป็นไป
ธรรมที่เป็นข้อประพฤติปฏิบัติ
ศีลธรรม
กฎศีลธรรม
(
พระเทวินทร์
เทวินโท,
2544)
จริยธรรม
ในความหมายของ
สุนทร
โคตรบรรเทา
(2544)
กล่าวว่า
ถ้าจะตีความแคบ
ๆ
จริยธรรมคงหมายถึง
ศีลธรรมประการหนึ่งและคุณธรรมอีกประการหนึ่งรวมเป็นสองประการด้วยกัน
นอกจากนี้
วริยา
ชินวรรโณ (2546)
ได้ประมวลความหมายของคำว่า
จริยธรรม
ตามที่บุคคลต่าง
ๆ
ได้กล่าวไว้
ดังนี้
พระราชชัยกวี (ภิกขุพุทธทาส
อินทปัญโญ)
กล่าวว่า
จริยธรรมเป็นสิ่งพึงประพฤติ
จะต้องประพฤติ
ส่วนศีลธรรม
นั้น
คือสิ่งที่กำลังประพฤติอยู่หรือประพฤติดีแล้ว
วิทย์
วิศทเวทย์
อธิบายว่า
จริยธรรมคือความประพฤติตามค่านิยมที่พึงประสงค์
สาโรช
บัวศรี
ให้ความหมายของจริยธรรมว่า
คือ
หลักความประพฤติที่อบรมกิริยาและปลูกฝังลักษณะนิสัยให้อยู่ในครรลองของของคุณธรรมหรือศีลธรรม
สุลักษณ์
ศิวรักษ์
กล่าวว่า
จริยธรรม
คือสิ่งที่คนในสังคมเกิดความเชื่อถือซึ่งมีตัวตนมาจากปรมัตถสัจจะ
ก่อ
สวัสดิพาณิชย์
กล่าวว่า
จริยธรรม
ประมวลความประพฤติและความนึกคิดในสิ่งที่ดีงามและเหมาะสม
ดวงเดือน
พันธุมนาวิน
(2538)
กล่าวว่า
คำว่า
จริยธรรม
นั้น
หมายถึง
ระบบการทำความดี
ละเว้นความชั่ว
ซึ่งเป็นระบบที่หมายถึงสาเหตุที่บุคคลจะกระทำหรือไม่กระทำ
และผลของการกระทำและไม่กระทำ
ตลอดจนกระบวนการเกิดและการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเหล่านี้ด้วย
สำหรับความหมายของจริยธรรมในการทำงาน
ดวงเดือน
พันธุมนาวิน
(2538)
กล่าวว่า
คือ
ระบบการทำความดีละเว้นความชั่ว
ในเรื่องซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบและเกี่ยวข้องกับผู้ปฏิบัติ
เกี่ยวข้องกับสถานการณ์การทำงาน
เกี่ยวข้องกับกระบวนการทำงาน
และผลงานตลอดจนเกี่ยวข้องกับผู้รับผลประโยชน์หรือโทษจากผลงานนั้น
ๆ
จากความหมายของทั้งสองคำดังกล่าว
พบว่ามีความใกล้เคียงกันเป็นอย่างมากจึงมักเป็นคำที่ใช้คู่กัน
แต่อย่างไรก็ตามสรุปได้ว่าการมีคุณธรรมและจริยธรรมของบุคคลทั้งในการดำรงชีวิตประจำวันและในการทำงานหรือการประกอบวิชาชีพจะส่งผลให้บุคคลมีความสุขในการอยู่ร่วมกันในสังคม
1.
2
แหล่งกำเนิดคุณธรรมและจริยธรรม
คุณธรรมและจริยธรรม
เป็นหลักการที่มนุษย์ในสังคมควรยึดถือปฏิบัติเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุขในสังคม
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเกิดคุณธรรมและจริยธรรมขึ้นในสังคมตลอดมา
เนื่องจากมีความพยายามที่ต้องการสร้างหลักคุณธรรมและจริยธรรมที่เป็นสากลให้บุคคลเกิดความรู้สึกในเรื่องของคุณธรรมและจริยธรรมในแนวทางที่สอดคล้องกับพฤติกรรม
แหล่งก่อกำเนิดของคุณธรรมจริยธรรมอาจแบ่งออกได้เป็น
2
ประการ
คือ
1.2.1
แหล่งกำเนิดภายในตัวบุคคล
อริสโตเติล
(Aristotle)
ได้แยกแยะแหล่งที่เกิดของคุณธรรมว่าเป็นคุณธรรมอันเกิดจากปัญญา
และคุณธรรมอันเกิดจากศีลธรรมและจริยธรรมว่า
คุณธรรมอันเกิดจากปัญญา
เป็นคุณธรรมในระดับปัจเจกบุคคล
กล่าวคือ
ผู้ที่มีสติปัญญามักจะสามารถพัฒนาจริยธรรมได้ด้วยหลักของการคิดไตร่ตรอง
ส่วนคุณธรรมอันเกิดจากศีลธรรมและจริยธรรมนั้น
เป็นคุณธรรมที่เกิดจากการปฏิบัติจริงด้วยการเรียนรู้จากการอยู่ร่วมกัน
เป็นการแสดงพฤติกรรมที่ถูกต้องซึ่งนำไปสู่สภาวะของความเป็นสุข
(จำเริญรัตน์
เจือจันทร์.
2537)
แหล่งกำเนิดนี้กล่าวถึงพื้นฐานของมนุษย์ที่ได้มาจากธรรมชาติเป็นตัวกำหนด
ซึ่งแบ่งแยกออกเป็น
2
ประการ
คือ
1)
ตัวกำหนดมาจากพันธุกรรมที่ส่งทอดมาจากบรรพบุรุษ
มนุษย์เกิดมาพร้อมด้วยคุณภาพของสมองที่จะพัฒนาขึ้นเป็นความเฉลียวฉลาดด้านปัญญาโดยได้รับการถ่ายทอดส่วนนี้มาจากบรรพบุรุษโดยผ่านกระกระบวนการทางพันธุกรรม
การพัฒนาของสมองจะดำเนินไปตามรหัสพันธุกรรมที่กำหนดไว้ตั้งแต่เกิด
แม้ว่าการพัฒนาด้านการคิดและสติปัญญาจะเจริญพัฒนาต่อมาภายใต้อิทธิพลของการอบรมเลี้ยงดูและสิ่งแวดล้อม
แต่คุณภาพของสมองที่บุคคลได้รับจะเป็นพื้นฐานเบื้องต้น
ดังเช่น
ที่พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสรู้ธรรมได้ด้วยตนเองด้วยปัญญาของพระองค์
แต่การเกิดมโนธรรมในมนุษย์
พระองค์ได้ทรงแบ่งประเภทของบุคคลออกเป็นดอกบัวประเภทต่าง
ๆ
บุคคลที่เป็นประเภทดอกบัวที่อยู่บานชูช่อเหนือน้ำ
คือ
บุคคลที่สามารถเรียนรู้และประจักษ์ในความดีและความชั่วด้วยปัญญานั่นเอง
ส่วนบุคคลที่เป็นประเภทดอกบัวประเภทอื่น
ๆ
ก็อาจสามารถรู้ผิดชอบชั่วดีได้ด้วยการอบรมสั่งสอนตามระดับความสามารถของสติปัญญา
นอกจากนี้
สัญชาตญาณแห่งชีวิต
(Life
instinct)
ของมนุษย์
ทำให้มนุษย์คิดหาแนวทางในการที่จะมีชีวิตอยู่รอด
และการมีสติปัญญาในระดับที่สูง
ทำให้มนุษย์สามารถคิด
พิจารณา
และแยกแยะเหตุและผลได้เพื่อมีชีวิตอยู่รอดได้อย่างยั่งยืน
2)
ตัวกำหนดมาจากสภาพจิต
จากแนวความคิดที่ว่าจริยธรรมมีแหล่งกำเนิดจาก
ความรู้สึกผิดชอบชั่วดี
ซึ่งเกิดขึ้นจากมโนธรรมที่อยู่ในความรู้สึกนึกคิด
ดังนั้น
แหล่งกำเนิดของคุณธรรมและจริยธรรมจึงเป็นคุณภาพของสมองในการคิด
และคุณภาพของจิตที่สามารถแยกแยะความถูก
ความผิดได้เป็นพื้นฐาน
สภาพของจิตนั้นทำให้บุคคลจดจำสิ่งที่เป็นเคียดแค้น
บาดหมางใจ
หรือรู้สึกผิดตลอดเวลากับการตัดสินที่พลาดพลั้งไป
ดังนั้นสภาพจิตก่อให้เกิดอารมณ์และความรู้สึกที่อาจนำไปสู่การมีคุณธรรมและจริยธรรมและการขาดคุณธรรมและจริยธรรมได้เท่า
ๆ
กัน
แต่อย่างไรก็ตามคุณธรรมและจริยธรรมมีความสัมพันธ์กับสติปัญญา
นักบริหารการศึกษาที่มีคุณสมบัติด้านสติปัญญาย่อมได้เปรียบในด้านความคิดและการแสวงหาเหตุผล
และสามารถพิจารณาผลที่จะบังเกิดขึ้นจากการกระทำของตนได้
นักบริหารที่มีสติปัญญาในระดับสูงจะเป็นผู้ที่สามารถคิดแก้ปัญญาโดยยึดหลักเหตุผลที่ให้ประโยชน์สุขแก่ตนเองและไม่ทำให้ตนเองได้รับความเดือดร้อนในภายหลังได้
ซึ่งกล่าวได้ว่าเกิดเป็นผลประโยชน์ที่ยังความสุขมาให้อย่างยั่งยืน
1.2.2
แหล่งกำเนิดภายนอกตัวบุคคล
ส่วนสาเหตุภายนอกตัวบุคคล
ดวงเดือน
พันธุมนาวิน
(2538)
กล่าวว่า
ในการที่บุคคลนั้นจะทำความดี
หรือละเว้นการกระทำที่ไม่น่าพึงปรารถนามากน้อยเพียงใดนั้น
สาเหตุที่สำคัญ
คือ
คนรอบข้าง
กฎระเบียบ
สังคม
วัฒนธรรมและสถานการณ์ที่บุคคลประสบอยู่
นอกจากสภาพแวดล้อมในการทำงาน
การมีหรือการขาดแคลนสิ่งเอื้ออำนวยในการทำงาน
ตลอดจนบรรยากาศทางสังคมในที่ทำงาน
กลุ่มเพื่อนและวัฒนธรรมในองค์กร
จะมีผลต่อพฤติกรรมการทำงาน
และสุขภาพจิต
ตลอดจนความสุขความพอใจในการทำงาน
วริยา
ชินวรรโณ
(2546)
ได้อธิบายถึงอิทธิพลที่เป็นผลต่อการเกิดคุณธรรมและจริยธรรมในประเทศไทยซึ่งเริ่มมีขึ้นในสมัยสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าเป็นรากฐานของแหล่งคุณธรรมจริยธรรม
ซึ่งสามารถนำมาอธิบายได้
ดังนี้
1)
อิทธิพลของคำสาบานกฎหมาย
ระเบียบและวินัย
หลักจริยธรมที่ได้จากคำสาบาน
ถือเป็นราชประเพณีที่ผู้บริหารบ้านเมืองต้องกระทำ
นอกจากกฎหมายที่ระบุไว้เป็นจริยธรรมหรือวินัยของผู้ปฏิบัติงาน
การให้คำสาบานจึงเป็นการกำหนดพฤติกรรมที่เป็นคุณธรรมจริยธรรมซึ่งเป็นเงื่อนไขผูกมัดด้วยวาจาที่เชื่อมโยงกับความศักดิ์ของพิธีกรรม
ซึ่งทำให้เกิดเป็นข้อกำหนดแนวทางความประพฤติซึ่งมีวัฒนธรรมเป็นตัวกำกับอยู่ด้วยและอาจกลายมาเป็นกฎเกณฑ์ในที่สุด
ส่วนในเรื่องของกฎหมายในปัจจุบัน
นักบริหารต้องคำนึงถึงหลักกฎหมายอย่างเป็นธรรม
กฎหมายบ้านเมืองเป็นตัวกำหนดคุณธรรมและจริยธรรมในด้านการกระทำต่อกันในการดำเนินชีวิตและการประกอบอาชีพ
เพื่อขจัดความขัดแย้งระหว่างประชาชนในประเทศนั้น
ๆ
ประชาชนจำเป็นจะต้องเรียนรู้และต้องปฏิบัติตามกฎหมายที่เป็นเป็นกฎหมายสำหรับประชาชนซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการดำเนินชีวิตประจำวันซึ่งเป็นเรื่องของคุณธรรมและจริยธรรม
ดวงเดือน
พันธุมนาวิน
(2538)
พบว่า
การที่บุคคลรู้ว่าอะไรดีอะไรเหมาะสมและสำคัญนั้นไม่เพียงพอ
ที่จะทำให้เขามีพฤติกรรมตามนั้นได้
เพราะคนที่ทำผิดกฎหมาย
เช่น
ไปลักทรัพย์หรือทำร้ายร่างกายผู้อื่น
ไม่ได้ทำไปเพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์
แต่ทำไปทั้ง
ๆ
ที่รู้ว่าผิด
เพราะหลังจากที่กระทำลงไปแล้วก็จะหลบหนีซ่อนตัวเพราะกลัวถูกจับมาลงโทษนั่นเอง
นักบริหารก็เช่นกัน
เมื่อรู้ตัวว่ากระทำผิดมักจะรู้แก่ใจและมักจะแสดงพฤติกรรมอื่น
ๆ
เพื่อกลบเกลื่อน
2)
อิทธิพลของศาสนา
ทุกศาสนาย่อมมีคำสั่งสอนเป็นศีลและธรรมให้บุคคลผู้นับถือและศรัทธาให้การยอมรับและเชื่อฟัง
พร้อมที่จะปฏิบัติตามโดยไม่มีเงื่อนไง
ดังเช่น
พุทธศาสนาซึ่งเป็นศาสนาประจำชาติของประเทศไทย
ได้กล่าวแถลงธรรมในการบริหารจัดการและการปกครองแผ่นดินของพระมหากษัตริย์
อันได้แก่
ทศพิธราชธรรม
จักรวรรดิวัตร
ราชสังคหวัตถุ
และราชวสดีธรรม
เป็นต้น
(วริยา
ชินวรรโณ,
2546)
ธรรมเหล่านี้อันที่จริงแล้วเป็นหลักธรรมที่ข้าราชการ
ผู้บริหารและผู้ประกอบวิชาชีพต่าง
ๆ
ควรยึดถือปฏิบัติตามด้วย
ทศพิธราชธรรม
คือ
ธรรมของพระราชา
มีข้อปฏิบัติรวม
10
ประการ
ซึ่งนำมาประยุกต์ใช้ได้
กับหลักการบริหารอย่างมีคุณธรรมและจริยธรรมได้
ดังนี้
(1)
ทาน
คือ
การให้ทานทรัพย์สินสิ่งของ
(2)
ศีล
คือ
ความประพฤติที่ดีงาม
(3)
ปริจจาคะ
คือ
การบริจาค
การยอมสละผลประโยชน์ส่วนตน
เพื่อผลประโยชน์ส่วนรวม
(4)
อาชชวะ
คือความซื่อตรงต่อตนเองและผู้อื่น
มีความเป็นกลาง
คือ
ความไม่ลำเอียงหรือมีอคติ
(5)
มัททวะ
คือ
ความสุขภาพอ่อนโยนต่อปวงชนทั้งปวง
มีสัมมาคารวะ
(6)
ตบะ
คือ
มีความเพียร
ไม่เกียจคร้าน
มีความพยายามแสวงหาแนวทางสู่ความสำเร็จ
(7)
อักโกธะ
คือ
ความไม่โกรธ
การทำจิตใจให้ผ่องใส
มีสติและรู้เหตุผลอยู่ตลอดเวลา
(8)
อวิหิงสา
คือ
ความไม่เบียดเบียนข่มเหง
ความไม่ล่วงละเมิดสิทธิของผู้อื่น
(9)
ขันติ
คือ
ความอดทน
ความคงสภาพให้สามารถต่อสู่กับอุปสรรคได้โดยไม่ท้อถอย
(10)
อวิโรธนะ
คือ
ไม่ประพฤติผิดในธรรม
ไม่ผิดพลาด
เป็นผู้ที่ทำแต่ความดีและได้ผลลัพธ์ของการกระทำที่ดี
จักรวรรดิวัตร
คือ
หลักธรรมที่พระมหากษัตริย์และข้าราชการของพระองค์ใช้ในการดำเนินนโยบายทางการบริหารบ้านเมือง
มีหลักปฏิบัติ
12
ประการ
ซึ่งนำไปประยุกต์ใช้ให้ตรงตามกับบทบาทหน้าที่ได้
ดังนี้
(1)
การอบรมผู้ปกครองให้อยู่ในศีลธรรมอันดีงาม
(2)
การผูกสัมพันธไมตรีกับต่างประเทศ
(3)
การให้รางวัลอันสมควรแก่ผู้บำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม
(4)
การเกื้อกูลผู้ทรงศีล
เครื่องพรต
และไทยธรรม
และอนุเคราะห์คหบดี
ด้วยความช่วยเหลือให้สิ่งที่จำเป็นสำหรับอาชีพ
(5)
การอนุเคราะห์ให้เลี้ยงชีพได้ตามควรแก่อัตภาพ
(6)
การให้ความอุปการะแก่ผู้ทรงศีลที่ประพฤติชอบ
(7)
การห้ามการเบียดเบียนสัตว์
(8)
การชักนำให้บุคคลทั้งหลายตั้งอยู่ในธรรม
ขจัดการทำบาปทำกรรม
และความไม่เป็นธรรม
(9)
การให้การสงเคราะห์แก่ผู้ที่ขัดสนไม่พอเลี้ยงชีพ
(10)
การเข้าหาผู้ทรงศีลในโอกาสอันควร
เพื่อศึกษาถึงบุญบาป
(11)
การตั้งวิรัติจิตไม่ให้เกิดธรรมราคะดำกฤษณา
(12)
การระงับความโลภ
ห้ามจิตใจไม่ให้ปรารถนาลาภที่ไม่ควรได้
ราชวสดีธรรม
คือ
ธรรมที่เป็นหลักในการปฏิบัติราชการ
ซึ่งมีสาระสรุปได้เป็น
3
หลักใหญ่
รวม
49
ข้อปฏิบัติ
หลักใหญ่
3
ประการ
ได้แก่
(1)
หลักธรรมที่เกี่ยวกับการปฏิบัติตนต่อพระราชาโดยตรง
(2)
หลักธรรมที่เกี่ยวกับการควบคุมตนเอง
(3)
หลักธรรมที่เกี่ยวกับการทำงาน
3)
อิทธิพลที่ได้จากหลักธรรมตามแนวพระราชดำริและพระบรมราโชวาท
รวมทั้งโอวาทของผู้นำระดับสูงในอดีต
ประเทศไทยเป็นประเทศที่ปกครองโดยพระมหากษัตริย์ซึ่งทรงเป็นที่รักเคารพอย่างยิ่ง
ดังนั้นพระบรมราโชวาทของพระมหากษัตริย์ทุกประองค์เป็นเสมอนหลักธรรมในการครองตน
ครองคนและครองงาน
ดังเช่น
พระบรมราโชวาทตอนหนึ่งของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ที่ให้ไว้เมื่อ
วันที่
8
กรกฎาคม
2520
ที่จะขออัญเชิญมาแสดงไว้
ณ
ที่นี้
ความว่า
“...การที่จะทำงานให้สัมฤทธิ์ผลที่พึงปรารถนา
คือที่เป็นประโยชน์และเป็นธรรมด้วยนั้น
จะอาศัยความรู้แต่เพียงอย่างเดียวมิได้
จำเป็นต้องอาศัยความสุจริต
ความบริสุทธิ์ใจและความถูกต้องเป็นธรรม
ประกอบด้วย
เพราะเหตุว่า
ความรู้นั้นเป็นเหมือนเครื่องยนต์
ที่ทำให้ยวดยานเคลื่อนที่ไปได้ประการเดียว
ส่วนคุณธรรมดังกล่าวเป็นเหมือนหนึ่งพวงมาลัยหรือหางเสือ
ซึ่งเป็นปัจจัยที่นำพาให้ยวดยานดำเนินไปถูกทาง
ด้วยความสวัสดี
คือ
ความปลอดภัย
จนบรรลุถึงจุดหมายที่พึงประสงค์…”
พระบรมราโชวาทตอนหนึ่งของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ที่ให้ไว้เมื่อ
วันที่
15
มีนาคม
2526
ที่จะขออัญเชิญ
มา
แสดงไว้
ณ
ที่นี้
มีข้อคิด
4
ประการ
ความว่า
“
การกระทำการงานสร้างเกียรติยศชื่อเสียง
และความเจริญก้าวหน้า
นอกจากจะต้องใช้วิชาความรู้ที่ดีแล้ว
แต่ละคนยังต้องมีจิตใจที่มั่นคงในความสุจริต
และมุ่งมั่นต่อความสำเร็จเป็นรากฐานรองรับ
กับต้องอาศัยกุศโลบายหรือวิธีการอันแยบคาย
ในการประพฤติปฏิบัติเข้าประกอบอีกหลายประการ
ประการแรก
ได้แก่
การสร้างศรัทธาความเชื่อถือในงานที่ทำซึ่งเป็นพละกำลัง
ส่งเสริมให้เกิดความพอใจ
และความเพียรพยายามอย่างสำคัญในอันที่จะทำการงานให้บรรลุผลเลิศ
ประการที่สอง
ได้แก่
การไม่ประมาทปัญญา
ความรู้ความฉลาด
ความสามารถทั้งของตนเองทั้งของผู้อื่น
ซึ่งเป็นเครื่องช่วยทำงานให้ก้าวหน้ากว้างไกล
ประการที่สาม
ได้แก่
การรักษาความจริงใจทั้งต่อผู้อื่นและต่อตัวเอง
ซึ่งเป็นเครื่องทำให้ไว้วางใจร่วมมือกัน
และทำให้งานสำเร็จโดยราบรื่น
ประการที่สี่
ได้แก่
การกำจัดจิตใจที่ต่ำทราม
รวมทั้งสร้างเสริมความคิดจิตใจที่สะอาด
เข้มแข็งที่จะช่วยให้ฝักใฝ่แต่ในการที่จะปฏิบัติดี
ให้เกิดความก้าวหน้า
ประการที่ห้า
ได้แก่
การรู้จักสงบใจ
ซึ่งเป็นเครื่องช่วยให้ยั้งคิดได้
ในเมื่อมีเหตุทำให้เกิดความหวั่นไหวฟุ้งซ่าน
และสามารถพิจารณาแก้ไขปัญหาได้โดยถูกต้อง...”
นอกจากนี้พระราชดำรัสของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี
ที่ทรงกล่าวถึง
คนดี
ก็เป็นพระราชดำรัสที่มีอิทธิพลต่อการเกิดจิตสำนึกในคุณธรรมและจริยธรรม
ดังความว่า
“คนดีของฉันรึ
จะต้องเป็นคนไม่พูดปด
ไม่สอพลอ
ไม่อิจฉาริษยา
ไม่คดโกงและไม่มีความทะเยอทะยานอย่างบ้า
ๆ
แต่พยายามทำหน้าที่ของตนให้ดีในขอบเขตของศีลธรรม”
สำหรับคุณธรรมจริยธรรมในวิชาชีพทางการศึกษานั้น
สุภัทร
ปัญญาทีป
(2546)
กล่าวว่า
องค์ความรู้ด้านคุณธรรมและจริยธรรมในสังคมตะวันออกและสังคมตะวันตกมีอิทธิพลต่อคุณธรรมจริยธรรมของไทย
โดยเฉพาะในวงการการศึกษาว่า
เมื่อนำมาพิจารณาถึงกรอบขององค์ความรู้อาจมาจาก
3
แหล่ง
คือ
1)
แหล่งศาสนา
ซึ่งเป็นแหล่งของคำว่า
จริยธรรม
ศีลธรรมและคุณธรรม
จนกลายเป็นบทบัญญัติที่เป็นกฎระเบียบ
–
จรรยาบรรณ
ในวิชาชีพต่าง
ๆ
2)
แหล่งปรัชญา
โดยเฉพาะสาขาที่เป็นคุณค่าวิทยา
ซึ่งได้แก่
จริยศาสตร์
ศีลธรรม
สุนทรียศาสตร์
และปรัชญาการศึกษา
3)
จากแหล่งจริยธรรม
ประเพณีทางสังคม
เช่น
กฎหมาย
ภูมิปัญญา
วิถีประชา
ค่านิยม
ภาษา
และ
วัฒนธรรม
เป็นต้น
แหล่งองค์ความรู้เหล่านี้ล้วนเป็นกรอบความประพฤติที่นำมาสู่การวางแนวทางการปฏิบัติตามมาตรฐานของวิชาชีพและนำไปสู่การกำหนดไว้เป็นจรรยาบรรณวิชาชีพ
1.2.3
ปัจจัยทั้งภายนอกและภายในร่วมกัน
การที่คนเราจะทำความดีหรือไม่
มากน้อยเพียงใดนั้น
ขึ้นอยู่กับสาเหตุทั้งภายนอกและภายในตัวบุคคล
สาเหตุภายในคือลักษณะจิตต่าง
ๆ
เช่น
การไม่เห็นแก่ตัว
แต่เห็นแก่ส่วนรวม
การมุ่งอนาคตและความสามารถในการควบคุมตนเอง
ความเชื่อที่ว่าทำดีจะนำไปสู่ผลดี
และการทำชั่วต้องได้รับโทษ
นอกจากนั้นการมีความพอใจและเห็นด้วยกับความดีต่าง
ๆ
และเห็นความสำคัญของความดีเหล่านั้น
เช่น
ความซื่อสัตย์
การเคารพกฎระเบียบละกฎหมาย
ความสามัคคี
เป็นต้น
ลักษณะทางจิตเหล่านี้มีความสำคัญมาก
(ดวงเดือน
พันธุมนาวิน,
2538)
บุคคลแต่ละคนจะอยู่ภายใต้อิทธิพลของจิตใจของตนและสภาพแวดล้อมภายนอกไปพร้อม
ๆ
กัน
ในการที่จะกล่าวว่าการทำหรือไม่ทำพฤติกรรมต่าง
ๆ
นั้น
จิตใจหรือสภาพแวดล้อมจะมีอิทธิพลมากกว่ากัน
ในการที่บุคคลนั้น
จะทำความดีละเว้นความชั่วก็ตอบได้ว่าใครจะอยู่ภายใต้อิทธิพลของสภาพแวดล้อมมากหรือน้อยนั้น
ย่อมขึ้นอยู่กับคุณภาพทางจิตใจของบุคคลนั้น
คนที่จิตใจยังไม่พัฒนาไปสู่ขั้นสูง
เช่น
เด็ก
หรือคนที่มีจิตใจต่ำแม้ว่าจะเป็นผู้ใหญ่แล้วก็ตาม
จะเป็นผู้ที่อยู่ภายใต้อิทธิพลของสภาพแวดล้อมภายนอก
บุคคลนั้นจะทำความดีละเว้นความชั่ว
ในสถานการณ์ที่มีคนออกคำสั่งคอยสอดส่อง
และควบคุมบังคับเท่านั้น
และจะทำความดีเพราะต้องการรางวัล
หรืองดเว้นการกระทำที่ไม่ดีเพราะกลัวถูกลงโทษ
กลัวคนอื่นเห็น
กลัวโดนจับได้เท่านั้น
ส่วนผู้ที่อยู่ภายใต้อิทธิพลของสภาพแวดล้อมน้อยจะกระทำหรือไม่กระทำสิ่งใดจึงมักขึ้นอยู่กับการพิจารณาโดยตนเองอย่างรอบคอบโดยไม่เห็นแก่ตัว
แต่ทำตามกฎระเบียบ
ทำงานเพื่องานอย่างเต็มความสามารถด้วยใจรัก
และทำเพื่อหน่วยงานและส่วนรวมเป็นสำคัญ
ผู้ที่มีจิตใจแกร่งไม่พ่ายแพ้ต่อสถานการณ์ที่ยั่วยุให้ทำชั่ว
มีระเบียบวินัย
ควบคุมบังคับตนเองได้
ทำความดีเสมอ
แม้จะไม่ได้รับการสนับสนุนจากผู้อื่นก็ตาม
บุคคลประเภทนี้มีจิตใจสูง
จากการพิจารณาพฤติกรรมด้านคุณธรรมและจริยธรรมของ
สุนทร
โคตรบรรเทา
(2544)
ซึ่งกล่าวว่า
จริยธรรม
คือ
ค่านิยมในระดับต่าง
ๆ
ซึ่งสังคมและบุคคลจำเป็นต้องยึดมั่นถือมั่นในการที่จะศึกษาเรื่องค่านิยมให้ลึกซึ่งต้องศึกษาเรื่องค่านิยมให้กว้างขวางออกไป
แสดงว่าสิ่งที่มีความสำคัญต่อการเกิดคุณธรรม
คือ
ค่านิยม
เพราะค่านิยมหมายถึงสิ่งที่บุคคลยอมรับว่ามีความสำคัญมากซึ่งมีความแตกต่างกันไปตามกลุ่มบุคคลและวัฒนธรรม
เช่น
ค่านิยมในการมีการศึกษาระดับสูง
ความกตัญญูต่อบิด
มารดาและครูอาจารย์นั้น
ในบางสังคมเห็นว่าสองสิ่งนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมาก
แต่ในบางกลุ่มอาจเห็นว่าเป็นสิ่งที่ไม่สำคัญ
เพราะอาจไม่ใช่สิ่งที่จำเป็น
หรือความกตัญญูอาจจะมีความสำคัญในระดับที่ต่ำเพราะยังมีสิ่งอื่นที่สำคัญกว่าความกตัญญู
เช่น
ความรับผิดชอบต่อส่วนรวมและความเสียสละ
เป็นต้น
ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า
คุณธรรมและค่านิยมของบุคคลนั้น
คือ
การยอมรับว่าสิ่งใดดี
สิ่งใดชั่ว
สิ่งใดสำคัญสิ่งใดไม่สำคัญ
สิ่งเหล่านี้ต้องได้รับการปลูกฝังตั้งแต่เด็กจนถึงผู้ใหญ่
การเห็นผิดเป็นชอบ
ย่อมขึ้นอยู่กับการเรียนรู้ซึ่งเป็นประสบการณ์ทั้งในอดีตและปัจจุบัน
นอกจากนั้นการที่บุคคลจะมองเห็นว่าสิ่งใดสำคัญมากหรือน้อยก็อาจจะเปลี่ยนแปลงไปได้
ตามสถานการณ์และยุคสมัยด้วย
เช่น
การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและธรรมชาตินั้น
เป็นคุณธรรมและค่านิยมที่มีความสำคัญมากกว่าในอดีต
เป็นต้น
คุณธรรมและค่านิยมต่าง
ๆ
นั้นจึงเป็นสาเหตุของการทำดีละเว้นความชั่ว
การที่บุคคลมีคุณธรรมและมีค่านิยมที่เหมาะสมแล้วน่าจะเป็นผู้ที่มีจริยธรรมที่เหมาะสมด้วย
1. 3
ความสัมพันธ์เชื่อมโยงระหว่าง
คุณธรรม
จริยธรรมและศาสนา
เนื่องจาก
คำว่า
คุณธรรมและจริยธรรมมีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับศาสนาเป็นอย่างยิ่ง
เพราะทุกศาสนามีคำสั่งสอนที่เป็นแนวปฏิบัติทางธรรมที่นำไปสู่การดำรงชีวิตอย่างมีความสุข
ศาสนาจะกำหนดว่าสิ่งใดควรทำและควรละเว้น
เพื่อให้ผู้นับถือและศรัทธาในศาสนาปฏิบัติตามศีลและธรรมที่กำหนดไว้
เนื่องจากศาสนามีความเกี่ยวข้องกับการดำรงชีวิต
ศาสนาจะเป็นเสมือนคำสอนที่สร้างความเข้าใจในสภาพที่เป็นเงื่อนไขทางธรรมชาติที่ไม่อาจแสวงหาคำตอบที่ชัดเจนได้
คุณธรรม
จริยธรรมและศาสนาจึงมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน
โดยเฉพาะคำว่า
คุณธรรมนั้นมีความหมายที่ใกล้เคียงกับคำว่าศีลธรรมเป็นอย่างยิ่ง
ดังที่
ประภาศรี
สีหอำไพ
(2543)
กล่าวว่า
คุณธรรม
จะเป็นของหลักจริยธรรมที่สร้างความรู้สึกผิด
ชอบชั่วดี
มีคุณงามความดีภายในจิตใจอยู่ในขั้นสมบูรณ์จนเต็มเปี่ยมไปด้วยความสุขความยินดี
ดังตารางการแสดงการเปรียบเทียบ
(ประภาศรี
สีหอำไพ,
2543
หน้า
28)
ดังนี้
ตารางที่ 1
แสดงการเปรียบเทียบความสัมพันธ์เชื่อมโยงระหว่าง
จริยธรรม
คุณธรรมและศาสนา
|
จริยธรรม (Ethic) |
คุณธรรม (Moral) |
ศาสนา (Religion) |
|
มาจากภาษากรีก
ethos
แปลว่าหลักความประพฤติหรือลักษณะนิสัย
(character) |
มาจากภาษาละตินว่า
mores
แปลว่าขนบธรรมเนียมประเพณี
(custom) |
มาจากภาษาละติน
ว่า
religo
แปลว่า
คือปรัชญาที่ผูกมัดให้เกิดความเชื่อสูงสุด
(ultimate
metaphysical belief) |
|
เป็นความคิดรวบยอดหรือมโนทัศน์เกี่ยวกับการกำหนดคุณค่าหรือค่านิยม
|
เป็นเครื่องชี้ความประพฤติ |
เป็นหลักเกณฑ์ของพฤติกรรม |
|
เป็นปรัชญาของคุณธรรม |
เป็นผลผลิตทางสังคม |
เป็นสื่อนำคุณธรรมสูงสุด |
|
เป็นส่วนหนึ่งของศาสนา |
เป็นวินัย
สังคมและความเป็นอิสระซึ่งแสดงออกเป็นค่านิยมอย่างชัดเจน |
มีกฎของสังคม
มโนทัศน์
อารมณ์และการฝึกปฏิบัติ
มีอำนาจศักดิ์เป็นข้อผูกมัดทางจริยธรรม |
ที่มา
ประภาศรี
สีหอำไพ,
2543,
หน้า
28
คุณธรรม
จริยธรรมและศาสนา
จึงมักจะถูกนำมาใช้อธิบายความหมายของพฤติกรรมที่ดีร่วมกัน
ตลอดเวลา
เนื่องจากไม่สามารถแยกส่วนความคิด
ความเชื่อและการกระทำของบุคคลออกจากกันได้อย่างชัดเจน
ผู้ที่มีจริยธรรมก็
คือ
ผู้ที่มีคุณธรรม
และผู้ที่มีคุณธรรมก็
คือ
ผู้ที่มีจิตสำนึกในด้านจริยธรรมและทั้งสองสิ่งนี้จะถูกควบคุมด้วยความเชื่อศรัทธาในศาสนา
การเป็นผู้มีคุณธรรม
คือ
เป็นผู้ปฏิบัติตนให้อยู่ในกรอบที่ดีงาม
มีความเข้าใจในเรื่องของการกระทำดี
ส่วนคำว่าศีลธรรมนั้น
เป็นข้อพึงปฏิบัติอันเป็นผลผลิตทางสังคมที่เกี่ยวข้องกับความถูกต้องในการปฏิบัติตนต่อกัน
เป็นการวางมาตรการที่กำหนดขอบเขตของปรัชญาคุณธรรม
การปฏิบัติตามหลักศีลธรรมจะขจัดความขัดแย้งและในทางกลับกันจะส่งเสริมความสัมพันธ์ในสังคมอีกด้วย
นอกจากนี้ยังทำให้บุคคลได้แสดงตนเป็นสมาชิกที่ดีของสังคม
ข้อปฏิบัติหรือหลักศีลธรรมในสังคมหนึ่ง
มักจะสืบเนื่องมาจากศาสนาที่เป็นที่เคารพสักการะของคนในสังคมนั้นเป็นส่วนใหญ่
1. 4
ความสำคัญของคุณธรรมและจริยธรรมกับอาชีพ
คุณธรรมและจริยธรรม
มีความสำคัญอยู่ที่การให้คุณค่าของบุคคลจนเกิดเป็นความประทับใจอย่างลึกซึ้งเรียกว่าเป็นค่านิยมเฉพาะของบุคคลต่อสิ่งนั้น
ๆ
จริยธรรมที่เกิดจากค่านิยมอาจแบ่งออกได้เป็น
2
ประการ
ประการแรก
คือ
ค่านิยมพื้นฐาน
เป็นค่านิยมที่ทำให้บุคคลมีคุณธรรมประจำใจ
มีธรรมเนียมประเพณีที่ดี
กฎหมาย
และกฎระเบียบที่ควบคุมสังคม
และ
ประการที่
2
คือ
ค่านิยมวิชาชีพ
ทำให้บุคคลมีอุดมการณ์ประจำวิชาชีพ
มีจรรยาบรรณวิชาชีพหรือมีพระราชบัญญัติวิชาชีพ
เป็นต้น
(จำเริญรัตน์
เจือจันทร์,
2548)
ซึ่งจะกล่าวถึงในเรื่องของจรรยาบรรณวิชาชีพในตอนต่อไป
ความสำคัญของคุณธรรมและจริยธรรมอาจแบ่งออกได้เป็น
3
ระดับ
คือ
1.4.1
ระดับการดำรงชีวิต
คุณธรรมและจริยธรรมจะเป็นตัวนำที่ทำให้บุคคลได้กำหนพฤติกรรมของตนเอง
เพื่อทำให้เกิดความสุข
1.4.2
ระดับสังคม
ความสุขของบุคคลที่อยู่ในกลุ่มเพื่อนและสังคม
คือ
การได้รับการยอมรับ
บุคคลต้องอาศัยคุณธรรมและจริยธรรม
เพื่อรักษาไว้ซึ่งศักดิ์ศรีและส่งเสริมชื่อเสียง
เกียรติคุณของบุคคล
และในฐานะผู้ประกอบวิชาชีพ
เช่น
จริยธรรมจะเป็นอุดมการณ์หรือจุดมุ่งหมายอันสูงสุดสำหรับวิชาชีพนักกฎหมายในอันที่จะให้ความยุติธรรม
การดำรงไว้ซึ่งความสุขของสังคม
และการใช้เหตุผลยิ่งกว่าการกระทำตามอำเภอใจ
(วิชา
มหาคุณ,
2546)
1.4.3
ระดับโลก
คุณธรรมและจริยธรรมอาจกล่าวได้ว่าเป็นหลักธรรมที่คุ้มครองโลกให้อยู่รวมกันได้อย่างสันติสุข
โดยเฉพาะในโลกยุคโลกาภิวัตน์
ที่ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจและสังคมก่อให้เกิดการแพร่กระจายในด้านข้อมูลข่าวสาร
รวมทั้งการไหลของวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน
ในยุคนี้เป็นยุคของการแข่งขันและท้าทายความสามารถในการดำเนินการบริหารทุกสาขารวมทั้งธุรกิจการค้าในระบบโลกสากล
การดำรงชีวิตตามปกติสุขของมนุษย์จะมีปัญหาถ้ามนุษย์เกิดความวิตกกังวลและสับสนในเรื่องของคุณธรรมและจริยธรรม
และเรียกร้องสิ่งนี้เพื่อความอยู่รอดร่วมกันอยู่ตลอดเวลา
จะพบว่าความไม่มีคุณธรรมและจริยธรรมของประเทศหนึ่งอาจทำลายล้างสันติสุขของทุกประเทศในโลกนี้ได้
แต่ทว่าความีคุณธรรมและจริยธรรมต้องได้รับการปลูกฝังด้วยการอบรมสั่งสอนให้คิดแน่นอยู่ในระบบความคิด
ซึ่งต้องใช้ระยะเวลายาวนานพอสมควร
ตอนการเรียนรู้ที่
2
กฎและทฤษฎีทางจริยธรรม
ทฤษฎีทางจริยธรรมมีรากฐานมาจากองค์ความรู้ด้าน
จริยศาสตร์
(Ethics)
หรือ
ปรัชญาจริยะ
(Moral
philosophy)
ซึ่ง
จำเริญรัตน์
เจือจันทร์
(2548)
อธิบายว่า
เป็นศาสตร์ที่พยายามจะทำการศึกษาเพื่อให้เกิดความเข้าใจระบบแนวคิดหรือสังกัปทางจริยธรรม
รวมทั้งตัดสินหลักการและทฤษฎีทางจริยธรรมโดยการวิเคราะห์แนวความคิด
เช่น
วิเคราะห์ความถูกต้อง
ความผิด
ความพอเหมาะพอควร
ความดี
หรือความเลว
กฎและทฤษฎีทางจริยธรรมที่จะกล่าวถึงในตอนการเรียนรู้ที่
2
นี้
จะเป็นหลักที่นักบริหารสามารถนำมาประยุกต์ใช้เพื่อประโยชน์ในด้านการบริหารงานได้อย่างผู้มีคุณธรรมและจริยธรรม
2.1
สัมพันธ์ระหว่างกฎกับทฤษฎี
กฎ
คือ
สิ่งที่เป็นสากลที่ทุกคนในสังคมยอมรับได้
เป็นข้อตกลงที่ยอมรับร่วมกันเป็นเหตุเป็นผลที่พิสูจน์ได้ว่าเป็นความจริง
กฎ
อาจเกิดได้ใน
สองลักษณะด้วยกัน
คือ
เกิดจากการอุปมานข้อเท็จจริง
โดยการรวบรวมจากข้อเท็จจริงทั้งหลาย
ๆ
ข้อเท็จจริง
หรือจากการอนุมานทฤษฎี
โดยการดึงเอาส่วนย่อย
ๆ
ของทฤษฎีมาสังเคราะห์เป็นกฎ
กฎที่ดีต้องเป็นหลักที่เน้นความสำคัญระหว่างเหตุผลและกฎมีความเป็นจริงในตัวของมันเอง
มีความเป็นปรนัยและสามารถพิสูจน์ทดลองได้ผลตรงกันทุกครั้งและถ้าหากมีผลการทดลองใดที่ขัดแย้งกับกฎแล้ว
กฎนั้นต้องยกเลิกไป
แต่กฎไม่สามารถอธิบายให้เข้าใจได้ว่า
ทำไมเหตุกับผลจึงมีความสัมพันธ์กันเช่นนั้น
สิ่งที่สามารถอธิบายได้ระหว่างเหตุกับผลในตัวกฎ
กฎและทฤษฎีจึงมีความสัมพันธ์เกี่ยวโยงกัน
เช่น
กฎของพุทธจริยศาสตร์
คือ
หลักของทฤษฎีพุทธศาสตร์
เพราะเกิดจากการอุปมานข้อเท็จจริง
โดยการรวบรวมจากข้อเท็จจริงทั้งหลาย
ๆ
ข้อเท็จจริงของพุทธจริยศาสตร์มาสังเคราะห์
เป็นมโนคติแล้ว
เอามโนคติทั้งหลายมาสังเคราะห์เป็นหลักการ
2. 2
ทฤษฎีทางจริยธรรม
ทฤษฎีทางจริยธรรมมีความหลากหลายทั้งจากมุมมองของนักปรัชญา
นักจิตวิทยา
และนักจริยศาตร์
เป็นต้น
ซึ่งเป็นประโยชน์ในการพิจารณาหลักคุณธรรมและจริยธรรม
2.2.1
ทฤษฎีทางจริยธรรมเชิงจริยศาสตร์
ในแต่ละทฤษฎีจริยธรรมเชิงจริยศาสตร์มีสาระสำคัญซึ่ง
จำเริญรัตน์
เจือจันทร์
(2548)
ได้นำมาสรุปเป็นแนวทางเพื่อประยุกต์ใช้
ดังนี้
1)
ทฤษฏีจริยศาสตร์ของ
อริสโตเติล
(Aristotle)
อริสโตเติล
มองว่า
คุณธรรมจริยธรรมทำให้มนุษย์มองเห็นแต่สิ่งที่มีคุณค่าเป็นลักษณะคุณธรรมเชิงพุทธิปัญญา
ซึ่งเกิดจากการเรียนการสอน
การได้รับการปลูกฝังคุณธรรม
จริยธรรม
และคุณธรรมจริยธรรมที่เกิดจากพฤติกรรมที่อยู่ในธรรมชาติของมนุษย์
ต้องอาศัยการอยู่ร่วมกัน
ประพฤติปฏิบัติอย่างถูกต้องร่วมกันคุณธรรมจริยธรรมจะต้องมีลักษณะสภาวะความเป็นกลาง
ความดีหรือลักษณะทางสายกลางเป็นสิ่งที่ทำได้ยากเพราะต้องสลัดสิ่งที่ติดอยู่ที่ปลายทั้งสองด้านที่เป็นความเข้มข้นและความอ่อนด้อยออกเสียก่อน
การทำได้ก็จะเข้าถึงความดี
ความดีที่
อริสโตเติล
กล่าวถึง
คือ
การอยู่ดี
ทำดีและชีวิตประสบความสุขโดยมุ่งหวังให้ทุกอย่างเป็นไปตามสภาวการณ์หรือเป็นไปตามธรรมชาติอย่างแท้จริง
หลักทฤษฎีทางจริยธรรมของ
อริสโตเติล
สามารถนำมาปรับใช้กับการบริหารการศึกษาได้เป็นอย่างดี
โดยเฉพาะหลักการว่าด้วยความดี
ความสุขและทางสายกลาง
เป็นต้น
การนำมาใช้เพื่อปลูกฝังให้
นักเรียน
ครู
อาจารย์
ผู้ใต้บังคับบัญชาให้ฝักใฝ่ในความดีก็จะทำให้สังคมมีความสงบสุข
2)
ทฤษฎีสัมพัทธนิยมทางจริยธรรม
ยึดถือว่าหลักการทางจริยธรรมทั้งหลายขึ้นอยู่กับการยึดถือของสังคมที่บุคคลนั้นอาศัยอยู่
กลุ่มบุคคลในสังคมอื่นอาจจะไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรง
การยึดถือของคนในสังคมมีพื้นฐานมาจากวัฒนธรรม
ประเพณี
วิถีประชา
วิถีทางการชีวิต
ซึ่งยึดถือปฏิบัติสืบทอดกันมา
ช้านานดังนั้นจริยธรรมของสังคมนั้นจึงเป็นเรื่องปรากฏต่อสายตาของผู้ยึดถือซึ่งเป็นสิ่งที่ในสังคมนั้นยึดถือร่วมกัน
ดังเช่น
การที่ภรรยาหม้ายต้องกระโดดกองไฟตายตามสามี
เป็นพฤติกรรมที่แสดงความรักและซื่อสัตย์ต่อสามีของคนในสังคมหนึ่งซึ่งสังคมอื่น
อาจมองว่าเป็นความโหดร้าย
การยึดถือจริยธรรมแบบสัมพัทธนิยมอาจจะมีลักษณะของการตัดสินใจด้วยตนเองหรือให้กลุ่มคนในสังคมเป็นผู้ตัดสินซึ่งถือว่าเป็นข้อยุติไม่สามารถโต้แย้งได้
ซึ่งไม่อาจนำเอาแนวความคิดของสังคมอื่น
ๆ
มาเป็นข้อโต้แย้งได้
เพราะการตัดสินใจของกลุ่มคนในสังคมเป็นความตั้งใจ
แม้ว่าจะเกิดจากความไม่เข้าใจหรือก่อให้เกิดอันตรายก็ตามก็ถือว่าเป็นสิทธิอันชอบธรรมของสังคมนั้นในเวลานั้น
นักบริหารจึงต้องมีความระมัดระวังที่จะต้องมีจริยธรรมบนฐานความคิดที่ถูกต้อง
3)
ทฤษฎีอัตนิยม
เป็นทฤษฎีทางจริยศาสตร์ที่มีหลักการในการมุ่งเน้นตนเองเห็นหลักหรือยึดถือประโยชน์ส่วนตัวเป็นประการสำคัญ
และถือว่าเป็นหลักการที่ถูกต้องตามหลักจริยธรรมแม้จะไม่เป็นที่ยอมรับเพราะถือว่าไม่สมเหตุสมผลของอีกฝ่ายหนึ่ง
แต่อย่างไรก็ตามแม้ว่าทฤษฎีอัตนิยมจะสึดตนเองเป็นสำคัญแต่ก็มีลักษณะของความสมเหตุสมผลในเชิงความคิดด้านจริยธรรมในมุมมองที่เป็นการส่งเสริมตนเองซึ่งมีส่วนเกี่ยวโยงกับการส่งเสริมความดีให้แก่คนส่วนใหญ่ด้วย
อัตนิยมมีการประเมินทางเลือกไว้ว่าจะยึดถือในสิ่งที่ตนเองชอบใจและทำในสิ่งที่ตนชอบถ้าไม่ขัดต่อหลักศีลธรรมจริยธรรมอันดี
และเลือกที่จะไม่ทำในสิ่งที่ตนไม่ชอบ
การได้รับความสุขจากสิ่งที่ตนทำและการช่วยเหลือผู้อื่นเนื่องจากเกิดความต้องการที่จะช่วยเหลือซึ่งเป็นแรงผลักดันให้ทำพฤติกรรมนั้นก็เป็นหลักการของอัตนิยมเช่นกัน
ดังนั้นอัตนิยมจึงมีลักษณะที่ยึดถือตนเองเป็นหลักเพื่อเลือกแนวทางซึ่งแนวทางที่เลือกก่อให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองและในทางกลับกันตนเองได้รับประโยชน์จากการให้ประโยชน์แก่สังคมด้วย
นักบริหารที่ยึดอัตนิยมจะมีความเชื่อว่าทุกคนมีความคิดเห็นเป็นของตนเอง
และยึดถือความคิดเห็นของตนเองในการตัดสินปัญหาต่าง
ๆ
โดยคิดว่าตนเป็นที่พึ่งแห่งตน
ซึ่งอาจจะทำให้ขาดความเคารพในความคิดเห็นของผู้ร่วมงาน
แต่อย่างไรก็ตามการบูรณาความคิดที่พึ่งพาตนเองและการเปิดใจกว้างยอมรับความคิดเห็นของผู้อื่นเพื่อเป็นแนวทางในการตัดสินใจจึงเป็นหัวใจสำคัญของทฤษฎีอัตนิยม
4)
ทฤษฎีอรรถประโยชน์เชิงการกระทำและเชิงระเบียบ
อรรถประโยชน์เชิงการกระทำ
แถลงว่า
การกระทำจะถูกหรือผิดขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงว่าผลของการกระทำนั้นก่อให้เกิดประโยชน์มากน้อยเพียงใด
การกระทำที่ถูก
คือการการทำที่ก่อให้เกิดความสุขหรือหลุดพ้นจากความทุกข์และเป็นการกระทำที่ให้ผลแห่งความสุขแก่คนจำนวนมากด้วย
เรียกการกระทำที่ถูกต้องนี้ว่าเป็นความดี
การกระทำที่ผิด
คือ
การกระทำที่นำความทุกข์ความเดือดร้อนมาสู่คนจำนวนมาก
การวัดการกระทำดังกล่าวต้องพิจารณาจากสถานการณ์และสิ่งแวดล้อมเพื่อนำมาคำนวณค่าของความสุขและความทุกข์เป็นเชิงปริมาณ
ดังนั้นการกระทำทั้งหลายย่อมมีผลเป็นประโยชน์หรือโทษแก่ผู้ทำตามมาเสมอ
ทฤษฎีอรรถประโยชน์เชิงระเบียบ
เป็นการมองถึงการจัดระเบียบทางสังคมโดยใช้กฎระเบียบทางสังคม
กฎหมายบ้านเมืองมาใช้เพราะสิ่งเหล่านี้จะให้ความสำคัญของรูปแบบการกระทำที่ต้องเป็นไปตามหลักจริยธรรมโดยมีกฎระเบียบรองรับ
ซึ่งต้องเป็นกฎระเบียบที่ต้องได้รับการยอมรับตามหลักตรรกวิทยาด้วย
นักบริหารอรรถประโยชน์ต้องคำนึงถึงหลักการที่จะนำมาใช้เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการทำงานสูงสุด
แต่นักจริยศาสตร์ยังเชื่อว่า
กฎระเบียบจะเกิดผลดีต่อสังคมในลักษณะของการประนีประนอมอีกด้วย
5)
ทฤษฎีสุขนิยม
เป็นทฤษฎีที่เชื่อว่าความสุขเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับมนุษย์ดังนั้น
สิ่งที่ดีคือสิ่งที่พาไปสู่ความสุข
และแนวทางในการนำไปสู่ความสุขตามทัศนะของสุขนิยมนี้เน้นไปที่ความสุขที่สัมผัสได้อย่างเป็นรูปธรรม
บุญมี
แท่นแก้ว
(2541)
กล่าวว่า
ความสุขที่เป็นจุดหมายของชีวิตตามความเชื่อนี้แบ่งออกเป็น
2
ประการ
คือ
ประการที่หนึ่ง
ความสุขส่วนตน
ได้แก่
ความสุขที่เน้นตัวเองเป็นสำคัญ
และให้คุณค่าของสิ่งนั้นมากที่สุด
ความสุขส่วนนี้ได้จากการสัมผัสถูกต้องด้วยอวัยวะรับสัมผัส
เช่น
ตาดู
หูฟัง
จมูกได้กลิ่น
ลิ้นรับรส
และผิวหนังรับความรู้สึก
ประการที่สอง
ความสุขส่วนรวม
ได้แก่
ความสุขที่เน้นคนส่วนรวมเป็นสำคัญ
การแสดงพฤติกรรมที่คนส่วนใหญ่กระทำจึงเป็นสิ่งที่ดี
เพราะเป็นการช่วยให้สังคมมีความสุขด้วย
หลักธรรมที่สุขนิยมนำเสนอว่าเป็นความดีสูงสุดและเป็นแนวทางที่นำไปสู่ความสุขหลายประการ
เช่น
ทางสายกลาง
อริยทรัพย์
เบญจศีลเบญจธรรม
มงคลชีวิต
บุญกิริยาวัตถุ
อิทธิบาท
อริยทรัพย์
เป็นต้น
โดยเฉพาะธรรมที่เป็นอริยทรัพย์นั้น
จำเริญรัตน์
เจือจันทร์
(2548)
กล่าวว่า
นักบริหารการศึกษาสามารถจะนำไปประยุกต์ใช้ได้ในทุกประเด็น
ตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ
ดังนี้
(1)
ศรัทธา
การมีความเชื่ออย่างมีเหตุผล
(2)
ศีล
การควบคุมพฤติกรรมทางกาย
วาจา
ใจให้อยู่ในกฎระเบียบอันดีงามของสังคมซึ่งได้แก่การมีศีล
(3)
หิริ
การมีความละอายต่อพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์
เช่น
คิดฉ้อราษฎร์บังหลวง
(4)
โอตัปปะ
การมีความอดกลั้นโดยเกรงกลัวที่จะไม่ทำชั่ว
(5)
พาหุสัจจะ
การรอบรู้
รู้ลึกโดยใช้หลักการรับฟังข้อเสนอแนะ
รู้จักโต้แย้งด้วยหลักการที่เป็นเหตุเป็นผล
รู้จักวิธีการวิเคราะห์
สังเคราะห์
และนำไปสู่การบูรณาการเป็นข้อมูล
สำหรับการบริหารจัดการการศึกษา
(6)
จาคะ
การมีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่
มีความเสียสละ
มีน้ำใจต่อผู้ใต้บังคับบัญชาและผู้อื่น
(7)
ปัญญา
การมีความรู้ที่กว้างและเห็นจริง
มีความเข้าใจอย่างถ่องแท้ในเหตุผล
รู้ว่าอะไรดี
อะไรชั่ว
ถูก
ผิด
มีคุณ
มีโทษ
มีประโยน์หรือไม่มีประโยชน์
เป็นต้น
นักบริหารหากว่าต้องการจะประสบความสำเร็จและมีความสุขทั้งในส่วนตนและในส่วนรวม
จะต้องเป็นผู้ที่มีอริยทรัพย์ในตน
โดยมุ่งยึดหลักการแห่งวิชาชีพของตนว่าองค์กรทางการศึกษาเป็นองค์กรที่บ่มเพาะภูมิปัญญา
ตลอดจนมุ่งสร้างและสั่งสมความดี
เป็นแหล่งปลุกฝังคุณธรรมเพื่อความสุขในการดำรงชีวิต
6)
ทฤษฎีจริยธรรมของคานท์
(Kant)
เป็นทฤษฎีที่กล่าวถึงคุณค่าของการปฏิบัติตามหลักจริยธรม
ว่าต้องเป็นเจตนาที่ดีและเกิดจากความตั้งใจจริง
หรือมีมูลเหตุที่จูงใจให้ทำในสิ่งที่ถูกต้อง
โดยเริ่มจากเหตุการณ์จูงใจที่ดีจะเป็นเงื่อนไขในการกระทำดีและผลจากการกระทำดีนั้นจะเป็นผลดีและมีประโยชน์
การกระทำในสิ่งที่ถูกต้องเป็นหลักสากล
เป็นลักษณะของการกระทำตามหน้าที่และการให้ความเคารพยำเกรง
มีเงื่อนไขและมีความเด็ดขาด
โดยใช้
คติบท
(Maxim)
เป็นลักษณะการบรรยายการกระทำเชิงอัตนัยโดยมีพื้นฐานที่ดี
และมีความรู้สึกแฝงด้วยเจตนาดีเสมอ
ตามหลักการของ
คานท์
ผู้บริหารจะต้องทำตามหน้าที่บริหารการศึกษาให้ก่อประโยชน์ต่อบุคคลที่เข้ามาเกี่ยวข้องในด้านการศึกษา
และสิ่งที่สำคัญที่สุด
คือ
ต้องรู้ว่าหน้าที่ของตนคืออะไร
7)
ทฤษฎีอภิจริยศาสตร์
เป็นหลักการที่กล่าวถึงความหมายในรายละเอียดด้วยการวิเคราะห์เชิงลึกในสิ่งที่ปรากฏว่าคืออะไร
เพื่อนำมากำหนดให้ชัดเจน
เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญญาและความไม่เข้าใจที่ตรงกัน
โดยเฉพาะในความหมายของคำว่า
ความดี
ความเลว
ความถูกต้องและความผิด
การกำหนดนิยามที่เฉพาะลงไปให้ชัดเจนตรงกันโดยเฉพาะในเหตุการณ์หรือสถานการณ์ที่ปรากฏใน
ขณะนั้น
แต่ตามหลักการแล้ว
ธรรมชาติ
คือความจริงและความดีความงามเป็นคุณสมบัติของธรรมชาติและมีคุณค่าอยู่ในตัวเองอยู่เสมอ
จำเริญรัตน์
เจือจันทร์
(2548)
อ้างถึงนักจริยศาสตร์
มัวร์
(Moore)
ว่าได้กล่าวถึงคุณค่าทางจริยธรรมว่าไม่อาจนิยามได้ด้วยสิ่งที่ปรากฏให้เห็นชัดเจนไม่ว่าจะเป็นวัตถุสิ่งของหรือปรากฏการณ์
และความดีไม่อาจนิยามได้เพราะเป็นคุณสมบัติที่ไม่ใช่เป็นธรรมชาติ
ความดีเป็นความจริงที่อยู่ในตัวมันเอง
สามารถรับรู้จินตนาการและสัมผัสได้จากจิตสำนึก
ทฤษฎีนี้ยังมีความคิดที่ลึกซึ้งในเรื่องของธรรมชาติจึงเกิดเป็นหลักในการศึกษาขึ้น
เรียกว่า
ทฤษฎีธรรมชาตินิยมในอภิจริยศาสตร์
เนื่องจากนักธรรมชาตินิยมไม่ได้มองธรรมชาติในแง่ดีเสมอไป
เพราะความดีและความไม่ดีของธรรมชาติมีอยู่ในตัวเองและแยกออกจากกันไม่ได้
ดังนั้น
มนุษย์จึงมองสิ่งที่เป็นวัตถุสิ่งเดียวกันไม่เหมือนกัน
บางคนอาจจะมองว่าดีและบางคนอาจจะมองว่าไม่ดีก็ได้
นักบริหารการศึกษาต้องเรียนรู้ในเรื่องธรรมชาติของคน
เพราะการรู้ธรรมชาติเป็นกลยุทธของการบริหารอย่างมีคุณธรรมและจริยธรรม
8)
ทฤษฎีแบบแผน
จากแนวความคิดของ
รอสส์
(Ross)
กล่าวว่า
จากหลักของพหุนิยมนั้น
คุณลักษณะที่หลากหลายสามารถก่อให้เกิดความถูกต้องได้
ดังนั้นแนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับหน้าที่จึงเป็นหลักเด่นสำคัญที่ต้องพิจารณาก่อน
โดยกำหนดให้หน้าที่เป็นเงื่อนไขซึ่งผูกพันกับข้อเท็จจริง
ถือว่าเป็นหน้าที่ที่ต้องกระทำโดยหลีกเลี่ยงไม่ได้
เช่น
ความซื่อสัตย์
การชดใช้
ความกตัญญู
ความยุติธรรม
เป็นต้น
นอกจากนี้ยังต้องมีการจัดลำดับความสำคัญและตรวจสอบการกระทำว่าตกอยู่ในรายการใด
ดังตัวอย่างเช่น
(1)
หน้าที่ที่ต้องรักษาคำมั่นสัญญา
(2)
หน้าที่ที่ต้องชดใช้หรือชดเชย
(3)
หน้าที่ที่ต้องกตัญญูรู้คุณ
(4)
หน้าที่ที่ต้องให้ความยุติธรรม
(5)
หน้าที่ที่ต้องได้รับประโยชน์
(6)
หน้าที่ที่ต้องปรับปรุงตนเอง
(7)
หน้าที่ที่ไม่ประทุษร้ายคนอื่น
ดังนั้น
การได้ประโยชน์จากการกระทำ
การพัฒนาตนเองให้มีคุณธรรมการมีเจตนาที่จะไม่ทำร้ายผู้อื่น
ความมีเมตตา
กรุณา
และความพยายามหลีกเลี่ยงไม่ไห้ผู้อื่นได้รับความทุกข์
ดังนั้นการกระทำที่ถูกต้อง
คือ
การกระทำตามหน้าที่
โดยเฉพาะในกรณีที่ไม่มีทางเลือก
แต่ถ้ามีทางเลือกก็จะต้องจัดลำดับทางเลือกที่ให้ประโยชน์สูงสุดเป็นอันดับแรกในการกระทำ
(จำเริญรัตน์
เจือจันทร์,
2548)
9)
ทฤษฎีอาเวค
เป็นทฤษฎีที่กล่าวถึง
จริยภาษา
เนื่องจากมนุษย์ใช้ภาษาเป็นเครื่องมือสะท้อนความคิดและอารมณ์
ความสำคัญของจริยภาษาจึงเป็นภาษาที่แสดงถึงจริยธรรม
การออกคำสั่ง
คำขอร้อง
ทั้งที่เป็นภาษาเขียนและภาษาพูดต่างแฝงด้วยอารมณ์ทั้งสิ้น
ดังนั้นการแสดงออกจึงเป็นความรู้สึกของผู้สื่อสารซึ่งอาจจำไม่เกี่ยวกับข้อเท็จจริงและไม่ยังสามารถแยกภาษาและการกระทำออกจากกันได้
ดังนั้นผู้บริหารต้องตระหนักว่า
อารมณ์ของบุคคลต่อสถานการณ์ในขณะนั้น
จึงมีทั้งทางบวกและทางลบในประเด็นเดียวกัน
ถ้าเห็นเหตุการณ์ในทางลบ
การตัดสินจริยธรรมโดยอาศัยภาษาที่แสดงอารมณ์
ก็จะใช้ภาษาแสดงอารมณ์ชักขวนให้คนอื่นหยุดการกระทำนั้น
แล้วผลของการกระทำก็เป็นความดี
การแสดงอารมณ์ในทางบวกต่อสิ่งใดก็จะเกิดอารมณ์ดีต่อสิ่งนั้น
เพราะความเชื่อและความรู้สึกทางอารมณ์เป็นสิ่งแยกกันไม่ออกจึงทำให้เกิดอารมณ์ที่รุนแรงต่อสิ่งที่ไม่ดีและสิ่งที่ดีได้เสมอ
ขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละบุคคล
หรือกลุ่มบุคคล
10)
ทฤษฎีบัญญัตินิยม
เป็นทฤษฎีที่กล่าวถึงเรื่องการสื่อสารด้วยการใช้ภาษา
การบัญญัติความใด
ๆ
ต้องใช้ภาษาเป็นเครื่องมือในการสื่อสารให้เกิดความเข้าใจ
เป็นการกำหนดหรือชี้แนะที่เป็นแนวทางเลือก
ผู้บริหารต้องตระหนักว่า
ข้อบัญญัติไม่ใช่เป็นข้อห้ามแต่เป็นข้อเสนอแนะว่าไม่ควรทำ
เพื่อให้การใช้ลักษณะของการบัญญัติเป็นข้อกำหนดต่าง
ๆ
ที่ถือเป็นกติกาขององค์กรหรือสังคมที่จะต้องรับรู้ร่วมกัน
เนื่องจากแนวทางเลือกอาจมีมากมายหลายประการ
การมองมุมมองในเชิงเปรียบเทียบอย่างหลากหลาย
และประเมินให้ได้ว่าแนวทางที่เลือกแล้วนี้ดีกว่าแนวทางทางเลือกอื่น
ๆ
มนุษย์มีอิสรภาพในการเลือกเป็นอำนาจที่อยู่ในตนเอง
นอกจากการรู้จักตนเองแล้ว
มนุษย์ยังมี
จินตนาการสามารถที่จะพาตนเอง
ให้หลุดไปอยู่ในสภาพวาดที่สร้างขึ้นด้วยตนเอง
ซึ่งอาจจะห่สงไกลจากความเป็นจริงก็ได้
แต่ส่วนที่สำคัญที่สุดของมนุษย์
คือ
การมีมโนธรรม
การตระหนักรู้ล้ำลึกที่อยู่ในจิต
การแยกแยะความผิดชอบชั่วดี
และหลักของการควบคุมมโนพฤติกรรม
และการปรับแนวทางของความคิดให้สอดคล้อง
กับมโนธรรมที่ตนยึดถือและสังคมยอมรับได้
(Covey, 2004)
2.2.2
ทฤษฎีจริยธรรมตามแนวศาสนา
ศาสนาเป็นแหล่งกำเนิดด้านจริยธรรม
ทุกศาสนามีคัมภีร์ที่ให้ผู้นับถือศรัทธายึดถือไว้เป็นแนวทางในการปฏิบัติตนตามศาสนกิจและตามวิถีการดำเนินชีวิตในสังคมด้วย
ศาสนาที่ใหญ่
ๆ
มีผู้คนนับถือเป็นจำนวนมาก
ได้แก่
ศาสนาพุทธ
คริสต์
และศาสนาฮินดูและอิสลาม
1)
ทฤษฎีจริยธรรมตามแนวพุทธศาสตร์
พระเทวินทร์
เทวินโท
(2544
หน้า
346-349)
กล่าวว่า
ทฤษฎีจริยธรรมตามแนวพุทธศาสตร์นี้เรียกว่า
ทฤษฎีพุทธจริยศาสตร์ซึ่งเป็นสัจจทฤษฎีแห่งธรรม
โดยประกอบด้วยเหตุผลและผล
เป็นการศึกษาธรรมที่มีความเป็นธรรมชาติซึ่งหมายถึงสิ่งที่เป็นจริง
การศึกษาด้านทฤษฎีทางจริยศาสตร์นี้เป็นการศึกษาด้วยการสังเกต
ทดลองด้วยการปฏิบัติจริงและนำผลมาเป็นองค์ความรู้ของศาสตร์
ดังนั้น
การศึกษาด้านจริยศาสตร์จึงเป็นการศึกษาในเชิงวิทยาศาสตร์
จากองค์ประกอบในด้าน
ธรรมชาติของสสาร
การรวมตัวและการแยกสลายออกจากกันจนไม่มีตัวตนที่แน่นอน
คือ
พระอภิธรรมปิฎก
ข้อประพฤติปฏิบัติของมนุษย์ต่อธรรมชาติที่จะทำให้สังคมมีความสงบสุขและวิธีการที่จะทำให้มนุษย์หลุดพ้นจากความทุกข์ซึ่งได้แก่
เกิด
แก่
เจ็บ
ตาย
คือ
พระสุตตันตปิฎก
และข้อห้ามไม่ให้มนุษย์ทำ
ได้แก่
ศีล
กฎ
ระเบียบ
คือ
พระวินัยปิฎก
ทฤษฎีนี้ได้กล่าวถึงสัจจธรรมที่เป็นธรรมชาติของมนุษย์
ไว้
3
หลักธรรม
คือ
หลักธรรมที่
1
ได้แก่
อรูปธรรมและ
รูปธรรม
ซึ่งอธิบายได้ว่า
ธรรมชาตินั้นมีอยู่สองสภาวะ
สภาวะหนึ่ง
คือ
สภาวะที่ยังไม่รวมกันเป็นธาตุ
เป็นสารเคมีชนิดใดชนิดหนึ่ง
มีสภาวะเป็นกลาง
เป็นอยู่อย่างอัตตพิสัย
ไม่มีปฏิกิริยาไม่พลังในตัวเอง
และสภาวะสอง
คือ
สภาวะของธรรมชาติที่เป็นอัตตพิสัยแล้ว
ได้รวมตัวกันเป็นปรพิสัย
คือ
เป็นธาตุ
เป็นสารเคมีต่าง
ๆ
จนมีปฏิกิริยามีพลังงานอยู่ในตัวเอง
หลักธรรมที่
2
ได้แก่
อสังขตธรรมและ
สังขตธรรม
อธิบายได้ว่า
ธรรมชาติที่ยังไม่มีปัจจัย
ยังไม่ธาตุ
ยังไม่มีสารเคมีใด
ๆ
มาปรุงแต่ง
ให้เป็นสังขาร
ให้เป็นสิ่งที่มีชีวิตใดชีวิตหนึ่ง
ยังอยู่ในสภาพที่เป็นอากาศ
เป็นธาตุที่บริสุทธิ์อยู่
ซึ่งในอีกธรรมชาติหนึ่งคือธรรมชาติที่มีการปรุงแต่งของปัจจัยต่าง
ๆ
ธาตุชนิดต่าง
ๆ
จนรวมกันเป็นพืชเป็นสัตว์
เป็นมนุษย์เป็นสังขาร
มีชีวิต
และจิตใจ
มีวิญญาณ
เป็นสิ่งมีชีวิตที่เป็นไปตามปกติวิสัยของธรรมชาติทั้งที่ดีและไม่ดี
หลักธรรมที่
3
ได้แก่
โลกิยธรรมและโลกุตตรธรรมอธิบายได้ว่า
ธรรมที่ทำให้มนุษย์
สัตว์
พืช
ต้องเป็นไปตามโลกธรรม
มีการเวียนว่ายตายเกิด
มีความไม่เที่ยง
มีความทุกข์
ความสุขตามปกติวิสัยไม่มีที่สิ้นสุด
มีความเป็นอนัตตา
และตกอยู่ใต้อำนาจการครอบงำของธรรมชาติที่เลวซึ่งเป็นสภาวะหนึ่งของธรรมชาติ
ในอีกซีกหนึ่งของธรรมในหลักนี้
คือ
ธรรมที่ทำให้มนุษย์และสัตว์ได้พ้นจากสภาวะปกติของโลกธรรมและโลกิยธรรม
ไม่มีการเวียนว่ายตายเกิด
เมื่อบรรลุถึงสภาวะสูงสุดของโลกุตตรธรรม
ก็จะไม่ตกอยู่ใต้อำนาจการครอบงำของธรรมชาติที่เลวที่ดำรงอยู่เหนือความชั่วร้ายทั้งปวง
2)
ทฤษฎีจริยธรรมตามแนวศาสนาคริสต์
ตามความเชื่อของศาสนาศริสต์
นิกายโรมันคาทอลิก
มีความเชื่อในความจริงหนึ่งเดียว
คือ
สิ่งศักดิ์
มีพระเจ้า
อยู่ในหนึ่งเดียวนั้น
ความเชื่อหรือพระสัจจธรรม
คือ
ยึดมั่นในพระเจ้าองค์เดียว
ว่าทรงเป็นจิตล้วนดำรงอยู่ในนิรันดรภาพ
ทรงสร้างสรรพสิ่งทั้งที่เห็นและมิอาจแลเห็น
พระเจ้าองค์เดียวนั้นประกอบด้วย
พระบิดา
พระบุตรและพระจิตรวมแรกว่า
ตรีเอกภาพ
หลักสูงสุดที่เป็นเกณฑ์ค่านิยมทางศาสนาอยู่ที่ความรัก
รู้ที่จะรักการมีชีวิตอยู่
ถ้าไม่มีความรักก็จะไม่มีค่าอะไร
ผู้ที่อยู่กับความรัก
คือ
ผู้ที่อยู่กับพระเจ้า
พิธีกรรมทางศาสนา
ประกอบด้วยศีลศักดิ์สิทธิ์
7
ประการ
คือ
(1)
ศีลล้างบาป
หมายถึงการลบล้างบาปต่างๆ
ของมนุษย์ทั้งหมดทำให้มนุษย์กลับเป็นบุตรพระเจ้า
เป็นสมาชิกในศาสนจักร
วิญญาณเกิดมีชีวิตเหนือธรรมชาติด้วยศีลล้างบาป
(2)
ศีลอภัยบาป
หมายถึง
การลบล้างบาปที่เรากระทำตั้งแต่รู้ความจนตลอดชีวิต
เป็นการได้รับอภัยบาปจาพระเจ้า
ทำให้สามารถคืนดีกับเพื่อน
พี่น้องหรือแม้กระทั่งกับศัตรู
(3)
ศีลมหาสนิท
เป็นศีลที่ได้รับในพิธีรำลึกหรือเข้าร่วมในวันสิ้นพระชนม์
ของพระเยซู
ทำให้ได้รับพรอย่างสมบูรณ์
(4)
ศีลกำลัง
หมายถึง
การได้รับพละกำลังจากพระจิตเจ้า
เพื่อให้สามารถชนะต่อการประจญล่อลวง
มีความเข้มแข็งเชื่อมั่นที่จะเอาชนะบาป
กิเลส
ตันหาและความชั่วร้ายต่าง
ๆ
(5)
ศีลบรรพชา
หมายถึง
การทำให้บุคคลกลายเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์โดยการบวช
ได้รับพระพรพิเศษจากพระเจ้าให้ประกอบศาสนกิจและพิธี
กรรม
สั่งสอนพระคัมภีร์
โปรดศีลสิทธิ์ต่าง
ๆ
ปกครองสัตบุรุษในความรับผิดชอบ
ให้ความช่วยเหลือทางกายและจิตใจ
(6)
ศีลสมรส
คือ
การรับพรจากพระเจ้า
โดยชายหญิงให้คำมั่นสัญญากันว่า
จะรักและซื่อสัตย์ต่อกัน
ทั้งในยามสุขและในยามทุกข์
ทั้งในเวลาป่วยและเวลาสบาย
เป็นการให้เกียรติยกย่องกัน |