ดร.สุภัททา ปิณฑะแพทย์

Dr.Supatta Pinthapataya

email: supattapin@yahoo.com







ภาษาเวร

สุภัททา ปิณฑะแพทย์ (ครูขาว

ก่อนอื่นต้องขอออกตัวเสียก่อนว่า     คำว่า ภาษาเวร นี้ฉันไม่ได้ต้องการที่จะนำมาใช้ให้มีความหมายในเชิงหยาบคายแต่อย่างไร   เพราะคนที่มีอาชีพเป็นครูอย่างฉันนี้ จะพูดจะจาอะไรก็ต้องระงับปากระงับคำดีอยู่แล้ว ไม่เช่นนั้นก็อาจจะเผลอเอาปากไปงับกัดใครเขาเข้า ตัวเองก็จะเดือดร้อน ยิ่งถ้าบังเอิญไปงับคนที่กำลังเป็นบ้า ดีไม่ดีเราอาจต้องฉีดยากันบ้าเจ็บตัวฟรีไปก็ได้ แต่อย่างไรก็ตามฉันต้องขอกล่าวเน้นย้ำอย่างหนักแน่นว่าคำว่าภาษาเวรที่ฉันนำมาใช้นี้ฉันไม่ได้ตั้งใจจะงับกัดใครเลยจริง ๆ ฉันเพียงแต่จะตั้งชื่อเรื่องให้สอดคล้องกับการใช้ภาษาในการบันทึกเหตุการณ์ของเวรเท่านั้น

และอีหนึ่งก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจกันในเรื่องเวรกันเสียหน่อยว่า เวร  ใช้คู่กับกริยา การเข้า การอยู่ หรือการเป็น และเวรก็คือหน้าที่ประจำชาติของข้าราชการทุกคน ที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ดังนั้นทุกหน่วยราชการจึงมีหน้าที่ต้องจัดการให้ทุกคนมีเวรให้เป็น เรื่องเป็นราว การจัดเวรสามารถจัดทำกันได้มากมายหลายวิธี แต่สิ่งหนึ่งที่ทำไม่ได้และไม่ควรทำ คือการจองเวร เพราะมันบาป ที่สถาบันของฉันก็มีวิธีการจัดเวรที่ค่อนข้างจะสุขุมราบเรียบแบบสบาย ๆ ตามสไตล์ของเรา เริ่มต้นด้วยวิธีการกระจายรายชื่อแบบเรียงเบอร์ตามตัวอักษรและพยัญชนะ จัดแทรกไปตามวันและเวลาในช่วงปี มีให้เลือกจัดหลายชุด มีทั้งชุดวันธรรมดา ชุดวันหยุด ชุดกลางวัน  ชุดกลางคืน  และยังแถมพกด้วยชุดเฉพาะกิจในยามที่มีข้อสะดุดจิต สะกิดใจ เกิดขึ้น ซึ่งคำสั่งเหล่านี้ก็พร้อมที่จะถูกพริ้นต์ออกมาเป็นระยะ  ๆ ตามความเหมาะสม มีทั้งคำสั่ง ของอาจารย์  ของคนงาน ของภารโรง ของเจ้าหน้าที่ ของพนักงานตามสายงานต่าง ๆ  การออกคำสั่งในแต่ละครั้งแต่จะปีก็ไม่มีพิธีอะไรมาก เพียงแค่เอาคำสั่งเก่า  ๆ มาพลิกซ้ายทีขวาที แล้วก็เอาชื่อคนปลดเกษียณออก เอาชื่ออาจารย์บรรจุใหม่ใส่เข้าไปแทนที่ ถ้ายังไม่พอ หรือ  ในข่วงนั้นไม่มีอาจารย์ใหม่หลุดเข้ามา  ก็ให้ใช้วิธีเขย่าไม้ติ้ว ชื่อใครหล่นลงมาก็จะได้รักชาติเพิ่มขึ้น อีกหนึ่งวัน จากนั้นก็เอาวันและเวลาเดิมคงไว้ เปลี่ยนแต่   พ. ก็จบเรื่อง  สำหรับเวรชุดอื่น ๆ ก็จะใช้วิธีการจัดแบบเดียวกัน  ความจริงวิธีการเช่นนี้เราก็ใช้อยู่กันมาได้ตั้งนานด้วยความสงบสุข ถ้าไม่เป็นเพราะเพื่อนของฉันคนหนึ่งเข้ามาโวยวายขอเวลานอกเพื่ออภิปรายเรื่องวิธีการจัดเวรของสถาบันขึ้นมา  ด้วยท่าทางที่เอาเรื่องของเธอทำให้ฉันเกิดอาการหวั่นวิตก ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น  ด้วยความเสียดายของเก่าและเกรงว่าการโวยของเพื่อนจะทำให้กรรมวิธีในการจัดเวรที่เคยปฏิบัติกันมาหลายชั่วอายุคนจะต้องล่มสลาย  จึงพยายามอธิบายให้เห็นภาพของการจัดการพร้อมทั้งเน้นให้เห็นถึงความยากลำบากในการจัดเวรตามที่ได้สืบรู้มาดังกล่าวข้างต้นยังได้กล่าวเป็นเชิงนำความคิดว่า  ส่วนใหญ่ทุกคนก็สงบเสงี่ยมเจียมตัวไม่กล้าโวย ดังนั้นถ้าเธอจะโวยละก็ต้องคิดให้ดี  เพราะการโวยจะทำให้ถูกกล่าวหาว่าไม่รักชาติและรักตัวเองแล้วคำสั่งน่ะ ไม่ใช่จะเปลี่ยนได้ง่าย     ๆ     นะ     ต้องนำมาเปิดในเครื่องคอมพิวเตอร์แล้วทำพฤติกรรมที่เรียกว่า  ไฮเทค  จึงจะเปลี่ยนแปลงได้  แต่ไม่ว่าฉันจะพยายามไกล่เกลี่ยให้เธอยอมความอย่างไรก็ไม่สำเร็จ เธอนั่งยัน ยืนยันว่า ต้องโวย เธอเล่าว่ามีอย่างหรือ ให้เธอมาเป็นเวรคู่กับอาจารย์  ท่านหนึ่งที่สิ้นชีวิตไปแล้ว ปีแรกเธอก็ไม่ว่ากระไร เพราะท่านเสียชีวิตไป หลังจากที่คำสั่งได้ออกมาแล้วแต่นี่มันเป็นรอบปีที่  3 แล้วนะ ชื่ออาจารย์ท่านนั้นก็ยังคงอยู่ ซึ่งเธอก็เกรงว่า ชื่อนั้นจะอยู่คู่กับเธอแบบชั่วฟ้าดินสลายโดยไม่มีการปลดเกษียณไปเสียทีเธอเล่าต่ออีกว่าเมื่อปีที่แล้วเเธอต้องมาอยู่เวรในวันหยุด  ทั้งสถาบันมีเธอกับอาจารย์ท่านที่ตายแล้วอยู่ด้วยกันสองคนเท่านั้น บรรยากาศก็ดูเงียบวังเวงวิเววิโหวเหวว  จนทำให้เธอเกิดอาการหวาดกลัวขึ้นมา  แต่เธอก็หัวไวคิดได้ว่าน่าจะลองเปิดดูชื่อคนงานที่เป็นเวรคู่กับเธอในวันนั้นซิว่าเป็นใคร พอที่จะอุ่นใจเรียกหาได้หรือไม่    แล้วเธอก็แทบจะช๊อคเมื่อพบโดยบังเอิญว่า คนงานที่มีชื่อเป็นเวรในวันนั้นก็คือคนงานที่สิ้นชีวิตไปก่อนหน้าอาจารย์ท่านนั้นเสียอีก แล้วจะไม่ให้เธอโวยได้อย่างไร     เธอกล่าวด้วยเลือดนักสู้ว่า จะต้องสู้กันแบบหักลิ้นช้างกันสักตั้ง ไม่ใครก็ใครก็ต้องลิ้นหักกันไปข้างหนึ่ง  เพราะเธอจะไม่ยอมอีกแล้ว  เฮ้อ ก็น่าเห็นใจทั้งคนทั้งผีที่หนีเวรไม่พ้น

พูดถึงเรื่องการเป็นเวรในวันหยุดแล้วก็ทำให้เกิดอาการคล้อยตามว่ามันมีความเงียบเหงา วังเวงและสันโดษจริง ๆ หลายคนก็มักจะบอกว่า ไม่ต้องทำอะไรมากนักหรอก โฉบมาลงชื่อแล้วก็โฉบกลับก็พอดีหมดวัน นั่นก็หมายความถ้าคุณโฉบดีก็เป็นวันดีไป ถ้าคุณโฉบไม่ดีมีหวังเป็นวันซวย  เพราะเพื่อนของฉันที่ไม่ใช่วันดีคนหนึ่ง โดนถูกสอบสวนและคาดโทษมาแล้วเนื่องจากคอมเพรสเซอร์แอร์ตัวโต ๆ หาย แล้วคอมพิวเตอร์ตัวเล็ก ๆ มากมายที่เรียงรายอยู่ตามที่ต่าง ๆ ในสถาบันจะไม่มีวันหายรึถ้ามัวแต่โฉบไปก็โฉบมา   แต่การที่ฉันไม่โฉบไปมาแถมนั่งอยู่กับที่นี้เองทำให้ฉันได้พบวรรณกรรมชิ้นใหญ่ในสมุดจดบันทึกเวร   ซึ่งเป็นวรรณกรรมที่หลากหลายรสชาติของคน อยู่เวรที่พยายามบรรจงสร้างสรรค์กันขึ้นมาเพื่อบ่งบอกความเป็นตัวตนของผู้บันทึกเวร  ด้วยเวลาว่างที่มีฉันจึงค่อย  ๆ เปิดอ่านที่ละบันทึกพร้อมทั้งคัดลอกบางส่วนมาเพื่อทดสอบเพื่อนฝูงว่าจะสามารถทายได้ถูกต้องหรือไม่ว่าบันทึกนั้นเป็นบันทึกของอาจารย์ที่สังกัดการสอนอยู่ภาควิชาใด

ข้อความแรกที่น่าสนใจบันทึกไว้ว่า " วันนี้มียานพาหนะวิ่งเข้ามาในสถาบัน  16  คัน เป็นรถกระบะ 7 คัน คิดเป็นร้อยละ  ....  เป็นรถยนตร์ส่วนตัว  5 คัน คิดเป็นร้อยละ.... เป็นรถยนต์รับจ้าง 2 คัน คิดเป็นร้อยละ....เป็นรถมอเตอร์ไซด์  2 คัน คิดเป็นร้อยละ...มีคนเดินเข้าออก 12 คน เป็นเด็ก 2 คน ผู้ใหญ่ปานกลาง 4 คน นอกนั้นเป็นผู้ใหญ่มาก และ.. ฯลฯ" เพื่อนคนหนึ่งรีบตะโกนบอกด้วยความมั่นใจว่า ต้องเป็นอาจารย์อยู่ภาควิจัยและการทดสอบแน่นอน คำตอบข้อนี้เรียกเสียงเฮได้พอสมควร เพื่อน ๆ เริ่มเป็นไทยมุง ฉันจึงบรรเลงต่อด้วยข้อความคัดเลือกที่สองที่บันทึกไว้ว่า

"วันนี้เป็นวันที่ท้องฟ้าแจ่มใสไร้เมฆหมอก มีลมพัดพาเพียงบางเบา  น้ำในคลองก็เงียบนิ่ง   ผู้คนที่เคยเดินขวักไขว่ไปมาในวันที่มีการเรียนการสอนก็ลับหายไปจากสายตา เหตุการณ์อื่น ๆ โดยทั่วไปดูเงียบสงบ...ดังเช่นน้ำในคลอง........." มีคนแย่งตอบว่าคนนี้ต้องเป็นอาจารย์ภาษาไทยแน่ ๆ ...เสีงเฮดังขึ้น..... หลายคนพยักเพยิดเห็นด้วย ฉันเองก็รู้สึกว่ารายการนี้สนุกไม่เบา จึงต่อด้วยข้อความคัดเลือกที่สาม ที่เจ้าของบันทึกไว้ว่า

"วันนี้มีเหตุการณ์ที่ไม่สงบเกิดขึ้น เนื่องจากได้สังเกตพบว่ามีนักศึกษากลุ่มใหญ่เข้ามาในสถาบันทั้ง ๆ ที่วันนี้เป็นวันหยุดราชการ  คิดว่านักศึกษาคงจะต้องนัดกันมาทำพฤติกรรมบางประเภท เนื่องจากพฤติกรรมทุกชนิดต้องมีสาเหตุ แต่สาเหตุเหมือนกันก็อาจทำให้เกิดพฤติกรรมที่ต่างกันได้....... " มีผู้เดาว่าอาจารย์เวรคนนี้ต้องเป็นนักจิตวิทยาแหง ๆ หลายคนทำหน้าทำตาเห็นพ้องต้องกันเป็นอย่างดี พร้อมทั้งตะโกนบอกให้ฉัน อ่านบันทึกบทต่อไปเร็ว ๆ เพราะชักจะมัน  ฉันอ่านข้อความคัดเลือกที่สี่  ซึ่งบันทึกไว้ว่า

"....จากประกาศที่สถาบันได้กำหนดให้มีการจอดรถในที่ที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัดแต่ก็ปรากฎว่ายังมีผู้ฝ่าฝืนอยู่เนือง ๆ แม้ว่าจะได้กำหนดโทษไว้แล้วก็ตามก็ยังไม่มีการเข็ดหลาบจึงควรที่จะแก้ไขกฎหมายของสถาบันมาตราที่ 7 ทวิ ให้เพิ่มโทษ...... " ยังไม่ทันที่ฉันจะอ่านข้อความจบเพื่อนคนหนึ่งก็รีบตอบว่า รู้แล้ว รู้แล้ว ต้องเป็นอาจารย์ภาครัฐศาสตร์และกฎหมาย

จากข้อความทั้งสี่บันทึก เพื่อนตอบได้อย่างไม่มีการผิดพลาดแม้แต่น้อย ทำให้ฉันปลื้มใจในความชาญฉลาดของเพื่อน ๆ มาก แต่ฉันหรือจะยอมแพ้ จึงงัดข้อความคัดเลือกที่ห้า ออกมาให้เพื่อนทายต่อไปอีก ดังนี้               

"เกิดเป็นคนอย่าเห็นแก่ตนแหละดี ถึงจะมีร่ำรวยสุขสันต์ จนหรือมีถ้าเป็นเวรเหมือนกัน ขอให้มาช่วยกันอย่าให้ฉันมาคนเดียว  เกิดมา........ .."

ฉันหยุดอ่านเพราะเริ่มสังเกตเห็นความเงียบที่ครอบคลุมไปทั่วบริเวณ แทนเสียงคิดคักซึ่งเกิดขึ้นก่อนหน้านี้ พร้อมทั้งมีคนเดินจากฉันไปทีละคนสองคน อาจารย์คนหนึ่งโพล่งออกมาอย่างหัวเสียว่า  

"เฮ้ย มีการฟ้องท่านอธิการบดีในบันทึกด้วยหรือ(วะ)" แล้วก็รีบเดินออกไปอย่างหัวเสีย มีเสียงบ่นพึมพำกล่าวหาว่าฉันเอาอะไรมาเล่นก็ไม่รู้ เป็นเรื่องเป็นราวจนได้  ฉันเองก็เป็นงงอยู่ ก็ยังชมฉันอยู่หลัด ๆ ว่าเล่นดี แล้วไหงมาแปรเปลี่ยนเป็นโกรธขึ้งไม่พอใจไปได้ แล้วตัวเองก็ไม่ได้กินปูนสักหน่อยแล้วทำไมต้องร้อนท้องด้วยล่ะ  หรือว่าฉันงับกัดเพื่อนเข้าให้อีกแล้วโดยไม่รู้ตัว  ก็ให้มันได้อย่างงี้ซิ ไอ้ภาษาเวร

© Copyright 2010. All rights reserved. Contact: supattapin@yahoo.com